Incentive Japan
ภาพปกกฎนำยาเข้าญี่ปุ่นสำหรับกรุ๊ปองค์กร พร้อมกล่องยา เอกสาร และด่านสนามบิน

ยาที่ห้ามเข้าญี่ปุ่น ยาแก้หวัดไทยบางตัวผิดกฎหมายและใบ Yunyu Kakunin-sho

27 กรกฎาคม 2569 5 นาทีอ่านคู่มือจัดทริปองค์กร

กฎนำยาเข้าญี่ปุ่นไม่ได้ตัดสินจากคำว่า “ยาแก้หวัด” หรือชื่อยี่ห้อ แต่ตัดสินจากสารออกฤทธิ์ ความเข้มข้น รูปแบบยา ปริมาณ และวัตถุประสงค์ของผู้ถือ ยาบางชนิดนำเข้าไม่ได้ บางชนิดนำเข้าได้เมื่อขออนุญาตล่วงหน้า และยาทั่วไปจำนวนหนึ่งนำเข้าได้ในปริมาณใช้ส่วนตัวโดยไม่ต้องขอ Import Confirmation

สำหรับ HR วิธีลดความเสี่ยงคือให้ผู้เดินทางส่ง “รายการสารออกฤทธิ์” ให้แพทย์ เภสัชกร หรือหน่วยงานญี่ปุ่นตรวจเป็นรายคน ไม่ควรรวบยาไว้ที่หัวหน้าทริป และไม่ควรรับรองจากรูปกล่องเพียงด้านหน้า บทความนี้เป็นแนวทางจัดกระบวนการขององค์กร ไม่ใช่คำวินิจฉัยทางการแพทย์หรือคำอนุญาตทางกฎหมายสำหรับยารายการใด

ยา ห้ามเข้าญี่ปุ่น กฎหลักที่ HR ต้องรู้คืออะไร?

คำตอบสั้นคือ ต้องแยกยาเป็นสามกลุ่มก่อน ได้แก่ กลุ่มห้ามนำเข้า กลุ่มควบคุมที่ต้องมีใบอนุญาตเฉพาะ และกลุ่มยาทั่วไปที่ใช้กฎปริมาณส่วนตัว การมีใบสั่งแพทย์จากไทยช่วยอธิบายความจำเป็น แต่ไม่ได้ทำให้ยาที่ญี่ปุ่นห้ามนำเข้ากลายเป็นยาที่นำเข้าได้

Narcotics Control Department ของญี่ปุ่น ระบุชัดว่าขั้นตอนขึ้นกับหมวดสารควบคุม และยาบางชนิดนำเข้าไม่ได้แม้เป็นยาตามใบสั่งแพทย์ในประเทศต้นทาง ดังนั้นคำถามแรกไม่ใช่ “ซื้อมาจากโรงพยาบาลหรือไม่” แต่คือ “สารออกฤทธิ์อยู่ในหมวดใดของญี่ปุ่น”

กลุ่มห้ามนำเข้า

รายการที่ NCD ระบุว่าไม่อนุญาตให้ผู้เดินทางทั่วไปนำเข้า รวมถึงยาที่มี methamphetamine หรือ amphetamine ตลอดจน heroin, opium powder และ methaqualone ข้อห้ามนี้ใช้แม้ยานั้นได้รับการสั่งในต่างประเทศ จึงไม่ควรวางแผนแก้ปัญหาด้วยการแนบใบรับรองแพทย์อย่างเดียว

ถ้าพนักงานใช้ยารักษาโรคสมาธิสั้นหรือยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท อย่าตัดสินจากชื่อกลุ่มโรค ยาต่างยี่ห้ออาจใช้สารคนละตัวและอยู่คนละหมวด ให้ผู้ใช้ยาติดต่อแพทย์ผู้สั่งเพื่อดูชื่อสามัญของสาร แล้วเทียบกับรายการควบคุมล่าสุดของญี่ปุ่น

กลุ่มควบคุมที่ต้องขออนุญาต

ยาที่จัดเป็น Narcotics หรือ Stimulants’ Raw Materials อาจนำเข้าได้เฉพาะกรณีผู้ป่วยที่ได้รับยาเป็นผู้ถือยาด้วยตนเองและได้รับอนุญาตล่วงหน้า ตัวอย่างในคำแนะนำของ NCD ได้แก่ morphine, fentanyl, oxycodone, lisdexamfetamine และ pseudoephedrine ในขอบเขตที่เข้าหมวดควบคุม

การขออนุญาตกลุ่มนี้ต้องยื่นต่อสำนักงาน NCD ที่ดูแลสนามบินขาเข้า เอกสารหลักมีแบบคำขอ ใบรับรองแพทย์ และภาพบรรจุภัณฑ์หรือข้อมูลที่แสดงชื่อยาและความแรงอย่างถูกต้อง NCD แนะนำให้ยื่นอย่างน้อย 14 วันก่อนเดินทาง และเตือนว่าสำนักงานโตเกียวอาจไม่รับคำขอเร่งด่วนในนาทีสุดท้าย

กลุ่มยาทั่วไปตามปริมาณใช้ส่วนตัว

ยาที่ไม่ใช่สารห้ามหรือสารควบคุมเฉพาะ ยังต้องอยู่ภายใต้กฎปริมาณและรูปแบบของ Ministry of Health, Labour and Welfare หรือ MHLW ยาตามใบสั่งแพทย์ปริมาณไม่เกินหนึ่งเดือน และยาอื่นโดยทั่วไปไม่เกินสองเดือน เป็นกรอบที่อาจไม่ต้องขอ Import Confirmation แต่ต้องเป็นของผู้เดินทางเพื่อใช้เอง

อย่าแปลกรอบนี้ว่า “ยาอะไรก็ได้ถ้าไม่เกินหนึ่งเดือน” เพราะข้อห้ามและกฎสารควบคุมมาก่อนกฎปริมาณเสมอ อีกทั้งยาสูตรผสมหนึ่งเม็ดอาจมีสารที่อยู่คนละหมวดกันหลายตัว

ประเภทยาเทียบสถานะและเอกสารอย่างไร?

ตารางนี้ใช้คัดกรองเบื้องต้น ไม่ใช่รายการอนุมัติยาเฉพาะยี่ห้อ ถ้าสารหรือความเข้มข้นไม่ชัด ให้หยุดสถานะไว้ที่ “ต้องยืนยัน” และติดต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบก่อนออกตั๋วหรือก่อนวันเดินทาง

ลักษณะยาสถานะเบื้องต้นเอกสารหรือการดำเนินการเจ้าของการยืนยัน
มี methamphetamine หรือ amphetamineห้ามผู้เดินทางทั่วไปนำเข้าอย่านำติดตัว ให้แพทย์ประเมินทางเลือกที่เหมาะสมแพทย์ผู้รักษาและ NCD
Narcotics หรือ Stimulants’ Raw Materials ที่กฎหมายอนุญาตแบบมีเงื่อนไขต้องขออนุญาตล่วงหน้าแบบนำเข้า ใบรับรองแพทย์ ข้อมูลยา และอาจต้องมีแบบส่งออกหากนำยาที่เหลือกลับNCD ตามสนามบินขาเข้า
Psychotropicsเงื่อนไขขึ้นกับสาร ปริมาณ และรูปแบบเทียบตารางปริมาณของ NCD; หากเกินเกณฑ์หรือเป็นยาฉีดต้องมีเอกสารแพทย์ตามที่กำหนดNCD/MHLW
Prescription drug ที่ไม่อยู่ในกลุ่มห้ามหรือควบคุม ไม่เกินหนึ่งเดือนโดยทั่วไปไม่ต้องขอ Import Confirmationเก็บฉลากเดิม ใบสั่งยา และข้อมูลชื่อสามัญไว้กับผู้ใช้MHLW/ศุลกากร
ยาอื่นที่ไม่อยู่ในกลุ่มห้ามหรือควบคุม ไม่เกินสองเดือนโดยทั่วไปไม่ต้องขอ Import Confirmationตรวจส่วนผสมทุกตัวและคงบรรจุภัณฑ์เดิมMHLW/ศุลกากร
ยาปริมาณเกินกรอบ หรือกรณีที่ MHLW กำหนดให้ยื่นต้องขอ Yunyu Kakunin-shoสมัคร Import Confirmation และนำใบที่ออกให้ไปทำพิธีการศุลกากรRegional Bureau of Health and Welfare
ยาที่ชื่อสาร ความแรง หรือรูปแบบอ่านไม่ออกยังตัดสินไม่ได้ขอฉลากภาษาอังกฤษ เอกสารจากแพทย์/เภสัชกร หรือสอบถามหน่วยงานญี่ปุ่นผู้ใช้ยาและผู้เชี่ยวชาญ

แหล่งอ้างอิงหลักสำหรับกรอบปริมาณคือ ข้อมูลการนำยาเข้าญี่ปุ่นเพื่อใช้ส่วนตัวของ MHLW ส่วนการจัดหมวดสารควบคุมต้องตรวจ Controlled Substances List ของ NCD ฉบับปัจจุบันที่อ้างอิงในบทความ

คอลลาจบรรยากาศการเตรียมเอกสารเดินทางและเช็กอินของกรุ๊ปบริษัทในญี่ปุ่น
คอลลาจบรรยากาศการเตรียมเอกสารเดินทางและเช็กอินของกรุ๊ปบริษัทในญี่ปุ่น

ยาแก้หวัดที่มี pseudoephedrine ห้ามเข้าญี่ปุ่นทุกสูตรหรือไม่?

ไม่ควรเขียนว่าห้ามทุกสูตร รายการควบคุมของ NCD ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2024 จัด ephedrine และ pseudoephedrine เป็น Stimulants’ Raw Materials แต่ยกเว้นผลิตภัณฑ์ที่มีสารดังกล่าวไม่เกิน 10% ประเด็นที่ต้องตรวจจึงเป็น “สารและสัดส่วนในผลิตภัณฑ์” ไม่ใช่แค่พบคำว่า pseudoephedrine แล้วสรุปทันที

อย่าคำนวณเปอร์เซ็นต์จากจำนวนมิลลิกรัมต่อเม็ดด้วยตนเองหากฉลากไม่ได้ระบุฐานคำนวณชัดเจน ให้ส่งภาพฉลากทุกด้านและเอกสารกำกับยาแก่เภสัชกร ผู้ผลิต หรือ NCD เพื่อยืนยัน การเดาจากสูตรที่ขายในไทยหรือเทียบกับยี่ห้อคล้ายกันในอินเทอร์เน็ตมีความเสี่ยง เพราะชื่อการค้าเดียวกันอาจมีหลายสูตร

ทำไมชื่อยี่ห้อจึงใช้ตัดสินไม่ได้?

รายการควบคุมของญี่ปุ่นใช้ชื่อสาร ไม่ได้ใช้ชื่อแบรนด์ ยาแก้หวัดแบบ “กลางวัน” “กลางคืน” “ไซนัส” หรือ “ลดคัดจมูก” อาจมีส่วนผสมต่างกัน แม้กล่องจะใช้สีและชื่อคล้ายกัน บางสูตรมี antihistamine บางสูตรมี decongestant และบางสูตรผสมยาแก้ปวด

HR จึงไม่ควรขอเพียงชื่อยาจากพนักงาน แบบฟอร์มควรมีชื่อสารออกฤทธิ์ต่อหนึ่งหน่วย ความแรง รูปแบบยา จำนวนที่พก จำนวนวันที่ใช้ ชื่อผู้ใช้ และภาพฉลาก โดยเปิดให้ส่งตรงถึงผู้รับผิดชอบที่ได้รับมอบหมายแทนการโพสต์ในแชตกลุ่ม

ถ้ามี pseudoephedrine มากกว่า 10% ต้องทำอย่างไร?

ให้ถือว่าเข้ากลุ่มที่ต้องหยุดและยืนยันกับ NCD ก่อนเดินทาง ไม่ควรนำไปสนามบินโดยหวังอธิบายภายหลัง คำแนะนำปัจจุบันของ NCD ระบุว่ายาในหมวด Stimulants’ Raw Materials ต้องได้รับอนุญาตก่อนเข้าและออกญี่ปุ่น หากเป็นยาที่แพทย์สั่งและจำเป็นต่อผู้ป่วย ให้เริ่มจากแพทย์ผู้รักษาและสำนักงาน NCD ที่ดูแลสนามบินขาเข้า

ผู้เดินทางต้องถือยาของตนเอง NCD ระบุว่าไม่สามารถส่งยาไปล่วงหน้า หรือฝากครอบครัวและบุคคลอื่นถือแทนได้ ถ้าจะนำยาที่เหลือออกจากญี่ปุ่น ต้องตรวจด้วยว่าต้องยื่นแบบส่งออกพร้อมกันหรือไม่

พาราเซตามอลหรือ ibuprofen นำเข้าได้เลยหรือไม่?

ชื่อสารสองตัวนี้ไม่ใช่คำรับรองให้ผ่านโดยอัตโนมัติ สิ่งที่ต้องดูคือผลิตภัณฑ์ทั้งสูตร ปริมาณ รูปแบบ และการใช้ส่วนตัว ยาแก้ปวดที่มีสารเดียวและอยู่ในกรอบปริมาณอาจจัดการง่ายกว่ายาสูตรผสม แต่ผู้เดินทางยังควรเก็บกล่อง ฉลาก และหลักฐานการใช้ไว้

หากผลิตภัณฑ์ผสม codeine, pseudoephedrine หรือสารออกฤทธิ์อื่น ต้องประเมินทุกตัว ไม่ควรยึดคำว่า “ยาแก้ปวดทั่วไป” บนหน้ากล่องเป็นหลัก การตรวจแบบนี้ช่วยป้องกันทั้งการนำยาควบคุมเข้าโดยไม่ตั้งใจและการทิ้งยาจำเป็นที่จริงแล้วนำเข้าได้ตามเงื่อนไข

Yunyu Kakunin-sho คือใบเดียวที่ใช้กับยาทุกประเภทหรือไม่?

ไม่ใช่ Yunyu Kakunin-sho หรือ Import Certificate เป็นกระบวนการยืนยันการนำเข้าภายใต้ระบบของ MHLW สำหรับกรณี เช่น ปริมาณยาเกินขอบเขตที่ยกเว้นหรือกรณีเฉพาะที่กำหนด แต่ยาเสพติดและ Stimulants’ Raw Materials อยู่ภายใต้ใบอนุญาตเฉพาะของ NCD และสารที่ห้ามนำเข้าไม่สามารถแก้ด้วยการขอ Yunyu Kakunin-sho

ระบบ Application for Import Confirmation รองรับการสมัครออนไลน์ การแนบเอกสาร และการรับ Yunyu Kakunin-sho เป็นไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ เมื่อได้รับแล้ว ผู้เดินทางต้องนำใบดังกล่าวไปใช้ในขั้นตอนศุลกากรตามรายการยาที่ได้รับยืนยัน

เมื่อไรควรเริ่มที่ระบบ Import Confirmation?

เริ่มที่ระบบนี้เมื่อยาทั่วไปเกินปริมาณยกเว้น หรือหน้า MHLW ระบุว่ากรณีนั้นต้องมี Import Confirmation ข้อมูลที่ต้องเตรียมมักเกี่ยวข้องกับตัวผู้ใช้ รายการยา ปริมาณ เหตุผลการใช้ และหลักฐานการเดินทาง

อย่าเริ่มกรอกเพียงเพราะเห็นคำว่า “ยา” แล้วคาดว่าใบนี้ครอบคลุมทุกอย่าง ขั้นแรกยังคงเป็นการจัดหมวดสาร หากพบชื่อในรายการ Narcotics, Stimulants, Stimulants’ Raw Materials หรือ Psychotropics ให้เปิดคำแนะนำของ NCD ควบคู่กัน

เมื่อไรต้องติดต่อ NCD?

ติดต่อ NCD เมื่อยามีสารที่อยู่ในรายการควบคุม หรือเมื่อไม่แน่ใจว่าสารนั้นเข้าหมวดใด สำหรับ Narcotics และ Stimulants’ Raw Materials ที่นำเข้าได้แบบมีเงื่อนไข หน่วยงานขอแบบนำเข้า ใบรับรองแพทย์ และภาพบรรจุภัณฑ์ที่แสดงชื่อและความแรง

ใบรับรองแพทย์ตามคำแนะนำปัจจุบันควรมีชื่อ ที่อยู่ เหตุผลเฉพาะที่ต้องใช้ยา รายการยา ขนาดและความแรง ลายเซ็นแพทย์ และวันที่ออกเอกสารภายในสามเดือน การเขียนกว้าง ๆ ว่า “เพื่อใช้ส่วนตัว” หรือ “เพื่อเดินทาง” อาจไม่เพียงพอ

เอกสารใดต้องพกในวันเดินทาง?

พกใบอนุญาตหรือ Import Certificate ที่ออกให้ เอกสารแพทย์ ฉลากเดิม และสำเนาข้อมูลการสมัครในกระเป๋าถือของเจ้าของยา รายการในกระเป๋าต้องตรงกับเอกสารทั้งชื่อ ปริมาณ และรูปแบบ ไม่ควรแบ่งบางส่วนไปไว้กับหัวหน้าทริปเพราะสะดวกต่อการแจก

สำหรับกรุ๊ปองค์กร ให้ทำตารางติดตามเฉพาะสถานะ เช่น “ยังไม่ส่งข้อมูล” “รอแพทย์” “ส่งหน่วยงานแล้ว” “ได้รับเอกสารแล้ว” โดยไม่ใส่ชื่อโรคในไฟล์ที่แชร์วงกว้าง รายละเอียดทางสุขภาพควรอยู่กับผู้เดินทางและผู้รับผิดชอบที่จำเป็นต้องเห็นเท่านั้น

HR ควรตรวจยาทั้งทีมอย่างไรโดยไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัว?

ให้ HR ออกแบบกระบวนการ ไม่รับบทเป็นผู้อนุมัติยา กำหนดเส้นตาย ผู้รับผิดชอบ และช่องทางส่งข้อมูลที่จำกัดสิทธิ์ พร้อมเปิดทางให้พนักงานติดต่อแพทย์หรือ NCD โดยตรงหากไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูลสุขภาพต่อบริษัท

ขั้นที่ 1 แจ้งกติกาก่อนเก็บข้อมูล

แจ้งพนักงานว่าญี่ปุ่นใช้ชื่อสารและปริมาณในการตัดสิน ไม่ใช่ชื่อแบรนด์ อธิบายว่าบริษัทต้องการเพียงข้อมูลที่ช่วยตรวจเอกสาร และผู้เดินทางยังเป็นผู้รับผิดชอบการถือยาและปฏิบัติตามใบอนุญาตของตนเอง

ควรส่งประกาศก่อนเดินทางหลายสัปดาห์ เพราะบางคนต้องนัดแพทย์ ขอเอกสารภาษาอังกฤษ หรือยื่นต่อ NCD อย่างน้อย 14 วันล่วงหน้า เส้นตายภายในบริษัทควรเร็วกว่าเส้นตายหน่วยงาน เพื่อเผื่อเอกสารขาดและวันหยุด

ขั้นที่ 2 ใช้ medicine audit checklist รายคน

  • ชื่อผู้เดินทางตรงตามหนังสือเดินทาง
  • ชื่อการค้าและชื่อสามัญของสารออกฤทธิ์ทุกตัว
  • ความแรงต่อเม็ด แคปซูล มิลลิลิตร หรือหนึ่งหน่วยใช้
  • รูปแบบยา เช่น เม็ด น้ำ ยาฉีด pre-filled syringe หรืออุปกรณ์ใช้เอง
  • จำนวนทั้งหมด จำนวนครั้งต่อวัน และจำนวนวันที่ต้องใช้
  • ภาพกล่อง ฉลากทุกด้าน แผงยา และเอกสารกำกับที่อ่านชื่อสารได้
  • ใบสั่งยา หรือใบรับรองแพทย์ภาษาอังกฤษเมื่อเกี่ยวข้อง
  • สนามบินขาเข้าและขาออก วันที่และเวลาเดินทาง
  • แผนสำหรับยาที่เหลือเมื่อออกจากญี่ปุ่น
  • สถานะการสอบถาม MHLW/NCD และเลขอ้างอิงโดยไม่บันทึกรหัสผ่าน

ไม่ต้องขอประวัติการรักษาทั้งหมด ถ้าหน่วยงานต้องการเหตุผลเฉพาะ ให้ผู้เดินทางขอใบรับรองจากแพทย์และส่งตามช่องทางที่หน่วยงานกำหนด บริษัทควรเก็บเฉพาะหลักฐานว่าสถานะเอกสารพร้อม ไม่สำเนาข้อมูลสุขภาพไว้เกินวัตถุประสงค์

ขั้นที่ 3 แยกผู้ตัดสินใจออกจากผู้ติดตามงาน

แพทย์และเภสัชกรช่วยยืนยันชื่อสารและความเหมาะสมทางการรักษา ส่วน MHLW, NCD และศุลกากรเป็นผู้กำหนดการนำเข้า HR ทำหน้าที่กำหนดเวลา เตือนเอกสาร และเชื่อมข้อมูลการเดินทาง เช่น สนามบินกับวันเข้าออก

ถ้าคำตอบจากแหล่งออนไลน์ขัดกัน ให้ยึดคำตอบล่าสุดจากหน่วยงานญี่ปุ่นที่รับผิดชอบหมวดนั้น และเก็บอีเมลหรือเลขอ้างอิงไว้กับผู้เดินทาง อย่าใช้โพสต์เก่าหรือคำตอบของนักท่องเที่ยวคนอื่นแทนการยืนยันกรณีของตนเอง

ขั้นที่ 4 ตรวจความตรงกันก่อนออกเดินทาง

หนึ่งสัปดาห์ก่อนออกเดินทาง ให้ผู้เดินทางเทียบยาในกระเป๋ากับใบอนุญาตและใบแพทย์อีกครั้ง ตรวจจำนวน ชื่อยา ความแรง สนามบิน และวันเข้าออก ถ้ามีการเปลี่ยนสูตรหรือเพิ่มยาใหม่ ต้องย้อนกลับไปจัดหมวด ไม่ควรเพิ่มเข้ากระเป๋าหลังปิด checklist

หัวหน้าทริปควรมีรายชื่อผู้ที่ต้องใช้เวลาตรวจเอกสารเพิ่มโดยไม่ระบุโรค เตรียมเวลาเผื่อที่สนามบิน และรู้ช่องทางติดต่อฉุกเฉิน แต่ไม่ควรเก็บยาของทุกคนไว้รวมกัน

ใครควรรับผิดชอบเรื่องใดใน medicine audit?

เจ้าของยารับผิดชอบข้อมูลยาและการถือยา HR รับผิดชอบเส้นตายกับการคุ้มครองข้อมูล ส่วนแพทย์ เภสัชกร และหน่วยงานญี่ปุ่นเป็นผู้ยืนยันข้อเท็จจริง การแบ่งบทบาทนี้ช่วยไม่ให้ผู้จัดทริปหรือหัวหน้าคณะเผลอให้คำรับรองที่เกินอำนาจ

บทบาทต้องทำไม่ควรทำ
ผู้เดินทางขอชื่อสาร เก็บฉลาก ยื่นเอกสาร และถือยาของตนเองฝากยาให้เพื่อนหรือหัวหน้าทริปโดยไม่มีคำยืนยัน
HR/ผู้ประสานงานกำหนดเส้นตาย ติดตามสถานะ และจำกัดสิทธิ์ข้อมูลวินิจฉัยจากชื่อยี่ห้อ หรือเผยชื่อโรคในไฟล์ส่วนกลาง
แพทย์/เภสัชกรยืนยันสาร ความแรง การใช้ และทางเลือกทางการรักษารับรองแทนหน่วยงานญี่ปุ่นว่ายาผ่านศุลกากรแน่นอน
MHLW/NCDจัดหมวด แจ้งขั้นตอน และออกเอกสารตามอำนาจอนุมัติผ่านคำบอกเล่าที่ไม่มีข้อมูลผลิตภัณฑ์ครบ
ผู้จัดทริปปรับเวลา รถ โรงแรม และแผนฉุกเฉินตามข้อจำกัดถือยารวมแทนคณะ หรือเก็บข้อมูลสุขภาพเกินจำเป็น

กรณีที่ 1 พนักงานพกยาแก้หวัดเผื่อใช้

ให้พนักงานส่งชื่อสารและฉลาก ไม่ต้องส่งประวัติสุขภาพ หากเป็นสูตรผสม ให้ตรวจทุกสารและความเข้มข้น เมื่อไม่อยู่ในกลุ่มห้ามหรือควบคุมและอยู่ในกรอบปริมาณส่วนตัว ผู้เดินทางเก็บยาในกล่องเดิมไว้กับตนเอง

ถ้าฉลากไม่มีภาษาอังกฤษหรือระบุสูตรไม่ครบ ให้ขอเอกสารจากร้านยา ผู้ผลิต หรือเภสัชกรก่อน อย่าแก้ด้วยการถ่ายรูปด้านหน้ากล่องให้หัวหน้าทริปดูแล้วสรุปว่าเป็นยาสามัญ

กรณีที่ 2 พนักงานใช้ยาประจำต่อเนื่อง

เริ่มจากชื่อสามัญ ปริมาณต่อวัน จำนวนวันที่อยู่ญี่ปุ่น และจำนวนยาที่พก ถ้าเป็น prescription drug ไม่เกินหนึ่งเดือนและไม่อยู่ในกลุ่มควบคุม อาจไม่ต้องขอ Import Confirmation แต่ควรมีใบสั่งหรือจดหมายแพทย์ที่อธิบายยาไว้

ถ้าต้องพกเกินหนึ่งเดือน ให้ตรวจ Yunyu Kakunin-sho ก่อน ส่วนยาที่อยู่ในหมวด NCD ต้องใช้ขั้นตอนของหมวดนั้น ไม่ควรแบ่งยาเป็นหลายกระเป๋าเพื่อให้ดูเหมือนปริมาณน้อยลง

กรณีที่ 3 พนักงานใช้ยาฉีดหรืออุปกรณ์ฉีด

ต้องตรวจทั้งตัวยา รูปแบบอุปกรณ์ ปริมาณ และกฎของสายการบิน หน้า MHLW ระบุกรอบสำหรับ pre-filled syringe หรือ self-injection kit แต่สารออกฤทธิ์อาจยังอยู่ในกลุ่มที่ต้องมีขั้นตอนเพิ่ม

ผู้จัดทริปช่วยยืนยันตู้เย็นและเวลารับส่งได้ แต่แพทย์ต้องระบุวิธีเก็บและความจำเป็นทางการรักษา หากต้องใช้น้ำแข็งแห้ง กระเป๋าควบคุมอุณหภูมิ หรือเข็มสำรอง ให้ตรวจข้อกำหนดการบินแยกต่างหาก

สถานะใดถือว่ายังไม่พร้อม?

คำว่า “เคยเอาเข้าได้” “เภสัชบอกว่าน่าจะได้” หรือ “มีใบแพทย์แล้ว” ยังไม่ใช่สถานะพร้อม ถ้ายังไม่มีชื่อสาร ความแรง และหมวดกฎหมาย ให้ติดธงรอข้อมูล หากต้องมีใบอนุญาตแต่ยังไม่ได้รับเอกสาร ให้ติดธงรอหน่วยงาน

สถานะพร้อมควรมีหลักฐานสั้นและตรวจย้อนกลับได้ เช่น วันที่ตรวจแหล่งทางการ ประเภทเอกสาร วันที่ออก และผู้ถือยา โดยไม่บันทึกสำเนาหนังสือรับรองแพทย์ในพื้นที่ที่ผู้จัดทริปทุกคนเปิดได้

Timeline สำหรับกรุ๊ปองค์กรควรวางอย่างไร?

หกถึงแปดสัปดาห์ก่อนเดินทาง ให้แจ้งกฎและเปิดแบบฟอร์มส่วนตัว ห้าสัปดาห์ก่อนเดินทาง ให้ติดตามคนที่ยังไม่มีชื่อสารหรือฉลากภาษาอังกฤษ สี่สัปดาห์ก่อนเดินทาง ให้แยกกรณีที่ต้องพบแพทย์หรือติดต่อหน่วยงานออกจากยาทั่วไป

อย่างน้อย 14 วันก่อนเดินทาง เป็นเส้นตายที่ NCD แนะนำสำหรับคำขอ Narcotics และ Stimulants’ Raw Materials แต่บริษัทไม่ควรใช้วันนั้นเป็นเส้นตายภายใน เพราะเอกสารอาจต้องแก้ หน่วยงานอาจขอข้อมูลเพิ่ม และวันหยุดอาจลดเวลาทำการ

หนึ่งสัปดาห์ก่อนเดินทาง ให้ตรวจยาเทียบเอกสารจริง ปิดการเปลี่ยนรายการโดยไม่แจ้ง และยืนยันสนามบินกับเที่ยวบินอีกครั้ง หนึ่งวันก่อนเดินทาง ให้เจ้าของยาพกเอกสารออฟไลน์ กล่องเดิม และข้อมูลติดต่อหน่วยงานไว้ในกระเป๋าถือ

หากเริ่มตรวจช้ากว่านี้ อย่าแก้ด้วยการรับประกันว่าจะออกเอกสารทัน ให้ผู้เดินทางติดต่อหน่วยงานโดยเร็วและให้แพทย์พิจารณาทางเลือกตามความเหมาะสม หากไม่มีคำยืนยันก่อนออกเดินทาง ต้องตัดสินใจบนข้อเท็จจริงว่าเอกสารยังไม่พร้อม

คำถามถึงหน่วยงานควรมีข้อมูลอะไร?

อีเมลที่มีข้อมูลครบช่วยลดการถามกลับ ให้ใส่ชื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ ชื่อผลิตภัณฑ์ ความแรงต่อหน่วย รูปแบบยา จำนวนทั้งหมด ปริมาณที่ใช้ต่อวัน เหตุผลการใช้ตามเอกสารแพทย์ วันเข้าและออก สนามบิน และประเทศต้นทาง แนบภาพกล่องทุกด้านที่อ่านได้ชัด

เขียนคำถามให้เฉพาะ เช่น “ผลิตภัณฑ์นี้เข้าหมวดใด ต้องใช้ใบใด และต้องยื่นต่อสำนักงานใด” แทนคำถามว่า “เอายาเข้าได้ไหม” หากมียาหลายตัว ให้ทำตารางหนึ่งแถวต่อผลิตภัณฑ์ ไม่รวมชื่อหลายสูตรไว้ในย่อหน้าเดียว

เมื่อได้รับคำตอบ ให้ผู้เดินทางเก็บอีเมลต้นฉบับ วันที่ และไฟล์แนบไว้ อย่าคัดเฉพาะประโยคที่ต้องการไปวางในแชต เพราะเงื่อนไขก่อนหรือหลังประโยคนั้นอาจเปลี่ยนความหมาย หากหน่วยงานขอเอกสารเพิ่ม ให้แก้ชุดเอกสารเดิมและบันทึก revision เพื่อป้องกันการส่งคนละเวอร์ชัน

เตรียมบัตรข้อมูลภาษาอังกฤษสั้น ๆ แยกจากใบอนุญาต โดยมี generic name, strength, dosage form, daily dose, total quantity และ prescribing doctor บัตรนี้ช่วยอธิบาย แต่ไม่ใช่เอกสารแทนใบอนุญาต ให้ตรวจการสะกดกับฉลากและใบแพทย์ทุกตัวอักษร โดยเฉพาะชื่อสารที่คล้ายกัน

หากมีเอกสารหลายไฟล์ ให้ตั้งชื่อแบบที่เจ้าของยาเข้าใจ เช่น passport-name_medicine_date และเก็บสำเนาออฟไลน์หนึ่งชุด หลีกเลี่ยงชื่อไฟล์ที่เผยชื่อโรคบนหน้าจอแจ้งเตือนหรือโฟลเดอร์ที่แชร์ทั้งบริษัท

ก่อนส่ง ให้ตรวจว่า ชื่อผู้เดินทาง หมายเลขเที่ยวบิน สนามบิน วันที่ ชื่อยา ความแรง ปริมาณ และลายเซ็น ตรงกันทุกไฟล์ จุดผิดเล็กเพียงหนึ่งจุดอาจทำให้ต้องแก้เอกสารใหม่ และกระทบเวลาของผู้เดินทางทั้งคณะโดยไม่จำเป็นในวันออกเดินทางจริง ในแบบฟอร์มภาษาอังกฤษใช้หัวข้อ Name, Flight, Airport, Medicine, Strength, Quantity และ Signature ให้ตรงกับเอกสารต้นฉบับ

กรุ๊ปบริษัทเดินทางถึงสนามบินญี่ปุ่นพร้อมกระเป๋าและเอกสารส่วนตัว
กรุ๊ปบริษัทเดินทางถึงสนามบินญี่ปุ่นพร้อมกระเป๋าและเอกสารส่วนตัว

วันเดินทางควรจัดยาและเอกสารอย่างไร?

ให้เจ้าของยาถือยาในบรรจุภัณฑ์เดิม พร้อมฉลากที่อ่านชื่อสารและความแรงได้ เอกสารต้องอยู่ในกระเป๋าถือและเปิดดูได้โดยไม่ต้องรื้อกระเป๋าโหลด วิธีนี้ลดความสับสนเมื่อต้องตอบคำถาม และช่วยให้ยาอยู่กับผู้ที่จำเป็นต้องใช้

ทำไมไม่ควรแกะยาใส่ตลับรวม?

ตลับรายวันช่วยเรื่องการกินยา แต่ทำให้เจ้าหน้าที่ระบุผลิตภัณฑ์ได้ยาก หากจำเป็นต้องแบ่งยาเป็นชุด ให้พกกล่องหรือแผงเดิมและเอกสารกำกับมาด้วย สำหรับผงหรือของเหลว ให้ตรวจข้อกำหนดของสายการบินและการตรวจความปลอดภัยแยกจากกฎนำเข้าญี่ปุ่น

กฎสายการบิน สนามบิน และศุลกากรเป็นคนละชั้น การผ่านจุดตรวจสัมภาระในไทยไม่ได้แปลว่าได้รับอนุญาตให้นำยาเข้าญี่ปุ่น และการมีใบอนุญาตนำเข้าก็ไม่ได้ยกเว้นกฎของสายการบินสำหรับเข็ม ของเหลว หรือการควบคุมอุณหภูมิ

หัวหน้าทริปถือยาแทนได้หรือไม่?

ไม่ควร NCD ระบุว่ายาควบคุมต้องอยู่กับผู้ป่วยที่ใช้ยา และไม่สามารถฝากบุคคลอื่นถือแทนได้ หลักการใช้ส่วนตัวยังหมายความว่าไม่ควรรวบยาของหลายคนไว้ในกระเป๋ากลางเพื่อความสะดวก

หากผู้เดินทางต้องการความช่วยเหลือ ให้จัดผู้ช่วยเดินทางคอยเตือนและช่วยหยิบเอกสารโดยที่ยาและเอกสารยังผูกกับเจ้าของ ตรวจกรณีผู้เยาว์ ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ต้องมีผู้ดูแลกับหน่วยงานก่อนเดินทาง เพราะรายละเอียดอาจต่างจากผู้ใหญ่ที่เดินทางเอง

ต้องแสดงเอกสารเมื่อใด?

ผู้ที่ได้รับ Yunyu Kakunin-sho ต้องใช้ใบดังกล่าวในพิธีการศุลกากร ส่วนผู้ที่ได้รับ Import/Export Certificate สำหรับสารควบคุมต้องแสดงตามคำแนะนำของ NCD อย่าซ่อนยาไว้หรือรอให้เจ้าหน้าที่พบก่อนจึงอธิบาย

เอกสารดิจิทัลควรมีสำเนาออฟไลน์ และเอกสารที่ต้องใช้ต้นฉบับควรเก็บในซองกันน้ำ ผู้เดินทางควรรู้ชื่อสามัญของยาและเหตุผลการใช้เป็นภาษาอังกฤษแบบสั้น ๆ โดยไม่ต้องเล่าประวัติการรักษาเกินคำถาม

กระบวนการตรวจยาควรเชื่อมกับงานทริปส่วนใด?

เชื่อมกับวันออกตั๋ว สนามบินขาเข้า การประกัน การจัดห้อง และแผนฉุกเฉิน แต่ไม่ควรแชร์รายละเอียดสุขภาพให้ผู้ขายทุกฝ่าย ผู้จัดทริปต้องรู้เฉพาะข้อมูลที่มีผลต่อการปฏิบัติงาน เช่น ต้องมีตู้เย็น ต้องเผื่อเวลาตรวจเอกสาร หรือมีอุปกรณ์การแพทย์ติดตัว

เชื่อมกับข้อมูลเข้าเมือง

ชื่อผู้เดินทาง สนามบิน และวันเข้าออกในคำขอยาต้องตรงกับแผนเดินทาง หากฝ่ายประสานงานกำลังรวบรวมข้อมูลเข้าเมือง สามารถใช้ อ่านต่อ: Visit Japan Web กรอกล่วงหน้าทั้งทีม ลดเวลา ตม.ที่สนามบินได้จริงแค่ไหน เป็นแนวทางแยกงานข้อมูลรายบุคคลออกจากการแชร์รหัสผ่าน

เงื่อนไขฟรีวีซ่าและเอกสารเข้าเมืองเป็นอีกกระบวนการหนึ่ง ไม่ได้แทนกฎยา ผู้วางแผนที่ต้องตรวจสองเรื่องพร้อมกันอ่าน อ่านต่อ: คนไทยไปญี่ปุ่นฟรีวีซ่า เงื่อนไขปัจจุบันและเอกสารที่ ตม.ยังขอดูได้ แล้วทำ checklist แยกคนละชุด เพื่อลดการสรุปว่า “ผ่าน ตม.แล้วจึงผ่านเรื่องยา”

เชื่อมกับประกันและแผนฉุกเฉิน

ตรวจว่าประกันเดินทางมีช่องทางช่วยเหลืออย่างไร เอกสารใดต้องใช้เมื่อเข้ารักษา และโรคเดิมมีเงื่อนไขใด แต่ไม่ควรเขียนว่าประกันรับรองการนำยาเข้า การอนุญาตยาเป็นอำนาจของหน่วยงานญี่ปุ่น ไม่ใช่บริษัทประกันหรือบริษัททัวร์

เก็บชื่อสามัญยา รายการแพ้ยา และข้อมูลติดต่อแพทย์ไว้กับผู้เดินทาง หากต้องแช่เย็น ให้ตรวจทั้งข้อกำหนดการขนส่ง โรงแรม และอุปกรณ์รักษาอุณหภูมิ อย่าอาศัยคำว่า “มีตู้เย็นในห้อง” โดยยังไม่ได้ยืนยันช่วงอุณหภูมิ

เชื่อมกับกำหนดการและสนามบิน

ผู้มีเอกสารยาควบคุมอาจต้องใช้เวลาที่ศุลกากรมากกว่าสมาชิกทั่วไป กำหนดการวันแรกจึงควรมีเวลาสำรองก่อนนัดรถและมื้ออาหาร ไม่ควรตั้งกิจกรรมที่ยกเลิกไม่ได้ทันทีหลังเครื่องลง

หลังข้อมูลยาและเอกสารพร้อมแล้ว HR สามารถ ดูโปรแกรมญี่ปุ่นสำหรับองค์กร เพื่อเลือกเส้นทาง โดยแจ้งเฉพาะข้อจำกัดด้านปฏิบัติการที่จำเป็น เช่น สนามบิน เวลาเดินทาง และการเก็บยา

จุดพลาดใดเกิดบ่อยในกรุ๊ปบริษัท?

จุดพลาดใหญ่คือเช็กจากชื่อแบรนด์ รอจนใกล้วันเดินทาง และคิดว่าใบรับรองแพทย์หนึ่งใบครอบคลุมทุกกฎหมาย การป้องกันทำได้ด้วยเส้นตายภายใน การจัดหมวดสารก่อน และการให้เจ้าของยาดำเนินการกับหน่วยงานที่ถูกต้อง

ใช้รายการจากสื่อสังคมเป็นคำตอบสุดท้าย

รายการ “ยาห้ามเข้าญี่ปุ่น” ในสื่อสังคมช่วยเตือนให้เริ่มตรวจ แต่ไม่ควรใช้อนุมัติยา เพราะรายการอาจเก่า ตัดเงื่อนไขความเข้มข้นออก หรือใช้ชื่อการค้าเฉพาะประเทศ ให้กลับไปตรวจชื่อสารกับรายการ NCD และหน้าคำแนะนำ MHLW ทุกครั้ง

ขอเอกสารผิดประเภท

การขอ Yunyu Kakunin-sho ทั้งที่ยาอยู่ในหมวด NCD หรือการยื่น NCD ทั้งที่เป็นเพียงยาทั่วไปเกินปริมาณ ทำให้เสียเวลา ตารางคัดกรองจึงต้องมีคอลัมน์ “หมวดกฎหมาย” ก่อนคอลัมน์ “เอกสาร”

ถ้าไม่แน่ใจ ให้ส่งคำถามพร้อมชื่อสาร ความแรง รูปแบบ จำนวน วันเดินทาง และสนามบินไปยังหน่วยงาน ไม่ควรถามเพียงว่า “ยาแก้หวัดยี่ห้อนี้เอาเข้าได้ไหม” เพราะชื่อแบรนด์ไม่เพียงพอต่อการตัดสิน

เปลี่ยนเที่ยวบินหลังได้รับเอกสาร

สำนักงาน NCD ที่รับคำขอผูกกับพื้นที่สนามบินขาเข้า การเปลี่ยนจากโตเกียวเป็นโอซาก้าหรือเปลี่ยนวันเดินทางจึงอาจกระทบเอกสาร ให้ผู้เดินทางแจ้งหน่วยงานทันทีและขอคำยืนยันว่าต้องแก้หรือยื่นใหม่หรือไม่

ฝ่ายจัดซื้อควรเห็นผลกระทบนี้ก่อนเปลี่ยนตั๋ว ไม่ควรแก้ itinerary ในระบบจองอย่างเดียวแล้วคาดว่าเอกสารสุขภาพจะตามทันอัตโนมัติ

รวมยาไว้ในกระเป๋ากลาง

การรวมยาดูเหมือนช่วยคุมของ แต่ขัดกับหลักใช้ส่วนตัวและสร้างปัญหาเมื่อกระเป๋าล่าช้า เจ้าของยาแต่ละคนควรถือยาของตนเองในปริมาณที่เอกสารรองรับ และมีแผนเมื่อเที่ยวบินล่าช้าโดยปรึกษาแพทย์ ไม่แบ่งยาจากคนหนึ่งให้อีกคน

HR ต้องมีข้อมูลอะไรจึงตัดสินใจหรือขอราคาได้?

การขอราคาทริปไม่จำเป็นต้องส่งชื่อยาให้ฝ่ายขาย แต่ต้องส่งข้อจำกัดที่กระทบการจัดงาน เช่น จำนวนคนที่อาจใช้ช่องศุลกากรเพิ่ม สนามบินที่เอกสารผูกไว้ ความต้องการเก็บยา และเวลาสำรองวันแรก ข้อมูลสุขภาพรายบุคคลควรอยู่ในช่องทางจำกัดสิทธิ์

ข้อมูลที่ควรอยู่ใน Brief ทริป

  • สนามบินขาเข้าและขาออกที่ยืนยันแล้ว
  • วัน เวลา และหมายเลขเที่ยวบินที่ใช้ในเอกสาร
  • จำนวนผู้เดินทางที่ต้องเผื่อเวลาตรวจเอกสาร โดยไม่ระบุโรค
  • ความต้องการควบคุมอุณหภูมิหรือเก็บอุปกรณ์อย่างปลอดภัย
  • เวลาสำรองก่อนรถออกจากสนามบิน
  • ช่องทางติดต่อผู้ประสานงานเมื่อแผนเที่ยวบินเปลี่ยน
  • ผู้มีอำนาจอนุมัติการเปลี่ยนตั๋วที่อาจกระทบเอกสาร

คำถามที่ควรถามผู้จัดทริป

ถามว่าหากเที่ยวบินหรือสนามบินเปลี่ยน ใครจะแจ้งผู้เดินทางและปรับกำหนดการ รถรับส่งรอได้ตามเงื่อนไขใด และโรงแรมยืนยันการเก็บยาที่ต้องควบคุมอุณหภูมิอย่างไร คำตอบควรแยกระหว่างสิ่งที่ผู้จัดทริปช่วยประสานกับสิ่งที่เจ้าของยาต้องยื่นเอง

ขอบเขตบริการเรื่องเอกสารเข้าเมืองและประกันดูได้ที่ อ่านหน้าหลักของหัวข้อนี้ ก่อนส่งข้อมูล ให้ตัดรายละเอียดสุขภาพที่ไม่จำเป็นออก และระบุว่าคำตอบทางกฎหมายสุดท้ายต้องมาจากหน่วยงานญี่ปุ่น

ก่อนปิด checklist ต้องยืนยันอะไรใหม่?

ยืนยันรายการสารควบคุม แบบฟอร์ม ช่องทางยื่น และข้อมูลติดต่อจากเว็บไซต์ทางการอีกครั้งใกล้วันเดินทาง กฎหมายและขั้นตอนออนไลน์เปลี่ยนได้ เอกสารที่เคยใช้ในทริปก่อนจึงไม่ควรถูกคัดลอกโดยไม่ตรวจ revision

ด่านพร้อมเดินทาง

ถือว่าพร้อมเมื่อเจ้าของยาแต่ละคนรู้หมวดของยา มีเอกสารตามหมวด รายการยาในกระเป๋าตรงกับเอกสาร และไม่มีการฝากยาควบคุมให้คนอื่นถือ ถ้ายังมีคำถามเรื่องสารหรือสัดส่วน ให้สถานะเป็น “รอคำยืนยัน” ไม่ใช่ “น่าจะผ่าน”

ด่านเปลี่ยนแปลง

หากแพทย์เปลี่ยนยา เพิ่มขนาด เปลี่ยนรูปแบบจากเม็ดเป็นฉีด หรือมีการเปลี่ยนสนามบินและวันเดินทาง ให้เปิดรายการตรวจใหม่ การแก้เพียงชื่อยาในไฟล์ของบริษัทไม่ได้แก้ใบอนุญาตที่ออกไปแล้ว

ด่านส่งต่อหน้างาน

หัวหน้าทริปควรรู้ว่าใครมีเอกสารเพิ่มเติมและใครต้องใช้การช่วยเหลือ แต่ไม่ต้องรู้การวินิจฉัยโรคทั้งหมด จัดเวลาและจุดนัดให้สมาชิกผ่านขั้นตอนตามจริง แล้วเก็บช่องทางติดต่อหน่วยงานและประกันไว้ใช้เมื่อจำเป็น

องค์กรที่มีรายชื่อผู้เดินทาง สนามบิน และข้อจำกัดพร้อมแล้ว สามารถ ส่ง Brief ให้ทีมวางแผน เพื่อออกแบบกำหนดการที่มีเวลาสำรอง โดยให้การยืนยันยารายบุคคลอยู่กับแพทย์และหน่วยงานญี่ปุ่น

คำถามที่พบบ่อย

ยาแก้หวัดไทยทุกตัวห้ามเข้าญี่ปุ่นหรือไม่?

ไม่ใช่ ต้องดูสารออกฤทธิ์และความเข้มข้นของแต่ละสูตร รายการ NCD ยกเว้นผลิตภัณฑ์ที่มี ephedrine หรือ pseudoephedrine ไม่เกิน 10% จากหมวด SRM แต่ยังต้องตรวจสารอื่น ปริมาณ และรูปแบบยา อย่าตัดสินจากชื่อยี่ห้อหรือรูปกล่องด้านหน้า

ถ้ามีใบรับรองแพทย์แล้วนำยาเข้าได้ทุกชนิดหรือไม่?

ไม่ได้ ใบรับรองแพทย์ไม่ลบข้อห้ามของสารที่ญี่ปุ่นไม่อนุญาตให้นำเข้า และไม่แทนใบอนุญาตเฉพาะของ NCD เอกสารแพทย์เป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานในกรณีที่กฎหมายเปิดให้ขออนุญาต

Yunyu Kakunin-sho ต้องขอเมื่อพกยาประจำทุกครั้งหรือไม่?

ไม่ทุกครั้ง ยาตามใบสั่งแพทย์ที่ไม่อยู่ในกลุ่มห้ามหรือควบคุมและไม่เกินปริมาณหนึ่งเดือน อาจอยู่ในกรอบที่ไม่ต้องขอ Import Confirmation แต่ต้องตรวจผลิตภัณฑ์ทั้งสูตร กรณีเกินปริมาณหรืออยู่ในเงื่อนไขเฉพาะจึงต้องตรวจระบบ Yunyu Kakunin-sho

บริษัทสามารถยื่นขออนุญาตยาแทนพนักงานทั้งกรุ๊ปได้หรือไม่?

บริษัทช่วยกำหนดเวลา เตรียมแบบฟอร์ม และติดตามสถานะได้ แต่ยานำเข้าเพื่อใช้ส่วนตัวและยาควบคุมต้องผูกกับผู้ใช้ยา ผู้เดินทางควรเป็นผู้ให้ข้อมูลสุขภาพและถือยาของตนเอง การสมัครหลายรายการในระบบไม่ได้เปลี่ยนยาให้เป็นของส่วนกลางของบริษัท

ควรเริ่มตรวจยาก่อนเดินทางกี่วัน?

สำหรับยาที่เข้าหมวด NCD คำแนะนำปัจจุบันคือยื่นอย่างน้อย 14 วันก่อนเดินทาง ในงานองค์กรควรเริ่มเก็บข้อมูลเร็วกว่านั้นหลายสัปดาห์ เพื่อเผื่อนัดแพทย์ แปลหรือแก้เอกสาร และเปลี่ยนแผนหากยาบางชนิดนำเข้าไม่ได้

สนใจจัดทริป?

ปรึกษาทีมงานฟรี

สอบถาม / จองแพ็คเกจ
Line: @bens
LINE QR

สแกน QR หรือคลิกปุ่มด้านล่าง

โทรสอบถามได้ที่
065-459-5565