Incentive Japan
ภาพปกทีมบริษัทไทยเตรียมพาสปอร์ตที่เคาน์เตอร์ Tax-Free ในญี่ปุ่น

Tax-Free ญี่ปุ่น เงื่อนไข ช้อปปลอดภาษีและขั้นตอนขอเงินคืน

16 สิงหาคม 2569 8 นาทีอ่านคู่มือจัดทริปองค์กร

ญี่ปุ่นเป็นจุดหมายปลายทางยอดฮิตตลอดกาลของคนไทย เพราะนอกจากจะมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามและอากาศที่เย็นสบายถูกใจทุกคนแล้ว อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่ทำให้หลายคนเลือกไปเยือนคือสวรรค์ของการช้อปปิ้ง ไม่ว่าจะเป็นการเดินเลือกซื้อของฝากยอดฮิตอย่างขนมชื่อดัง เครื่องสำอางแบรนด์ดังที่ราคาดีกว่าบ้านเรา หรือแม้แต่เครื่องใช้ไฟฟ้าและเสื้อผ้าแฟชั่นตามย่านฮิต ทุกอย่างล้วนน่าหยิบใส่ตะกร้าไปหมด แต่พอมองดูป้ายราคาและเตรียมตัวจะจ่ายเงิน หลายคนก็มักจะเกิดคำถามในใจเสมอว่าต้องทำยอดซื้อรวมกันเท่าไหร่ถึงจะได้สิทธิ์ยกเว้นภาษี และของที่ซื้อมาแล้วจะต้องแพ็กใส่กระเป๋าแบบไหนถึงจะโหลดขึ้นเครื่องกลับไทยได้แบบไม่มีปัญหา วันนี้ถ้าคุณรวบรวมใบเสร็จให้ถึงยอด 5,000 เยน คุณก็จะสามารถทำเรื่องปลอดภาษีได้ทันทีที่หน้าร้าน แต่เรื่องที่คนเตรียมแพลนเที่ยวต้องรีบอัปเดตด่วนคือ ญี่ปุ่นกำลังจะเปลี่ยนระบบการคืนภาษีใหม่ทั้งหมดในช่วงปลายปี 2026 ข้อมูลในหน้าเพจนี้จึงรวบรวมเงื่อนไขปัจจุบันที่คุณต้องรู้ก่อนเดินทางไปช้อปปิ้ง พร้อมกับทำความเข้าใจกฎ Tax Refund แบบใหม่ที่กำลังจะบังคับใช้ เพื่อให้คุณเตรียมแพ็กกระเป๋าและได้เงินภาษีคืนกลับมาอย่างราบรื่น ไม่มีสะดุดตั้งแต่เริ่มจ่ายเงินจนถึงตอนขึ้นเครื่อง

เงื่อนไข Tax-Free ญี่ปุ่น ยอดซื้อขั้นต่ำและเอกสารที่ต้องใช้

ระบบ Tax-Free ของญี่ปุ่นที่เปิดให้นักท่องเที่ยวอย่างเรา ๆ ใช้บริการอยู่ในปัจจุบันนั้น นับว่าช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้มาก เพราะคุณสามารถซื้อสินค้าได้ในราคาปลอดภาษีบริโภค หรือ consumption tax โดยที่ไม่ต้องควักเงินจ่ายส่วนที่บวกเพิ่ม 8% หรือ 10% ไปก่อนล่วงหน้า แต่การจะได้สิทธิ์คุ้ม ๆ แบบนี้ก็มีเงื่อนไขสำคัญคือ สินค้าเหล่านั้นต้องเป็นของที่คุณจะนำออกจากญี่ปุ่นด้วยตัวเองเท่านั้น ไม่ใช่ของที่ตั้งใจซื้อไปเพื่อขายต่อหรือนำไปใช้ในเชิงธุรกิจแต่อย่างใด ถ้าคุณมีแพลนไปซื้อสินค้าทั่วไปอย่างพวกเครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด กระเป๋าแบรนด์เนม หรือเสื้อผ้าตามย่านช้อปปิ้งชื่อดัง ให้จัดการรวบรวมบิลจากการซื้อสินค้าในร้านเดียวกันและภายในวันเดียวกันให้ได้ยอดรวม 5,000 เยนขึ้นไป โดยต้องเป็นยอดที่ยังไม่รวมภาษี ถึงจะถือว่าเข้าเกณฑ์การรับสิทธิ์ปลอดภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทีมบริษัทไทยใช้เวลาช้อปปิ้งในห้างญี่ปุ่นก่อนเข้าคิว Tax-Free
ทีมบริษัทไทยใช้เวลาช้อปปิ้งในห้างญี่ปุ่นก่อนเข้าคิว Tax-Free

พาสปอร์ตตัวจริงหรือ QR Code จาก Visit Japan Web

เวลาที่คุณหอบข้าวของไปถึงหน้าเคาน์เตอร์จ่ายเงิน สิ่งแรกที่พนักงานร้านค้าจะขอดูเสมอคือพาสปอร์ตตัวจริงของคุณที่มีตราประทับตอนผ่านด่านอนุญาตเข้าเมืองมาแล้ว เพื่อใช้ยืนยันว่าคุณเพิ่งเดินทางเข้ามาพำนักในญี่ปุ่นยังไม่เกิน 6 เดือน หรือถ้าใครรู้สึกว่าไม่อยากต้องมาคอยพกพาสปอร์ตติดตัวให้พะรุงพะรังเวลาเดินเบียดเสียดในร้าน ก็สามารถใช้วิธีโชว์ QR Code จาก Visit Japan Web ให้พนักงานสแกนแทนได้เลย ซึ่งเป็นทางเลือกที่สะดวกมาก ๆ แต่ต้องย้ำว่าถ้าคุณลืมพกเอกสารหรือไม่มีข้อมูลสองอย่างนี้มาแสดง ทางร้านก็จะไม่สามารถดำเนินเรื่องปลอดภาษีให้คุณได้เลยแม้ว่ายอดซื้อจะถึงเกณฑ์ก็ตาม เช็คข้อมูลระบบออนไลน์อย่างเป็นทางการได้ที่ บริการ Visit Japan Web

ความต่างของสินค้าทั่วไปกับสินค้าอุปโภคบริโภค

สำหรับคนที่เน้นซื้อพวกขนมยอดฮิต เครื่องดื่ม ยาประจำบ้าน หรือเครื่องสำอาง สินค้าเหล่านี้จะถูกทางการจัดให้อยู่ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งมียอดซื้อขั้นต่ำกำหนดไว้ที่ 5,000 เยนเช่นเดียวกันกับสินค้าทั่วไป แต่จะมีความแตกต่างตรงที่กลุ่มนี้จะมีเพดานจำกัดยอดซื้อรวมไว้ที่ไม่เกิน 500,000 เยนต่อร้านต่อวัน (แบบยังไม่รวมภาษี) ข้อควรระวังที่หลายคนมักจะเผลอก็คือ ถ้าคุณเลือกเอาสินค้าทั่วไปมารวมบิลกับสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อให้ยอดถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ สินค้าทั่วไปชิ้นนั้นก็จะถูกนับรวมและบังคับให้ต้องโดนแพ็กตามกฎที่เข้มงวดของสินค้าอุปโภคบริโภคไปด้วยทันที ทำให้ความยืดหยุ่นในการจัดกระเป๋าของคุณอาจจะลดลงไปอย่างน่าเสียดาย ดูไอเดียการจัดเวลาช้อปปิ้งเพิ่มเติมได้ที่ ช้อปปิ้งและเวลาว่างที่ญี่ปุ่น หรือเช็คเงื่อนไขวีซ่าและประกันการเดินทางได้ที่ บริการวีซ่าและประกันเดินทางญี่ปุ่น

ระบบถุงซีลสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคและวิธีแพ็คของ

สินค้าอุปโภคบริโภคที่ผ่านการทำเรื่องเข้าระบบปลอดภาษีแล้วในปัจจุบัน จะต้องถูกจัดการแพ็กใส่ในถุงหรือกล่องแบบซีลปิดผนึกตามข้อกำหนดของทางการญี่ปุ่น ซึ่งสภาพแพ็กเกจนี้จะแตกต่างไปจากการซื้อของใช้ทั่วไปที่เราสามารถหยิบจับและเปิดดูของข้างในได้ทันทีหลังจ่ายเงินเสร็จ การแพ็กของให้ถูกต้องตั้งแต่แรกจะช่วยให้คุณประหยัดเวลาตอนไปถึงสนามบินได้มาก

สมาชิกกรุ๊ปบริษัทแสดงพาสปอร์ตโดยปิดข้อมูลส่วนตัวที่เคาน์เตอร์ Tax-Free ในญี่ปุ่น
สมาชิกกรุ๊ปบริษัทแสดงพาสปอร์ตโดยปิดข้อมูลส่วนตัวที่เคาน์เตอร์ Tax-Free ในญี่ปุ่น

ขนม เครื่องสำอาง และยา ห้ามแกะใช้จนกว่าจะนำออกนอกประเทศ

เรื่องสำคัญที่ต้องคอยเตือนตัวเองและทีมช้อปปิ้งอยู่เสมอคือ คุณห้ามแกะถุงซีลหรือเปิดใช้งานสินค้าอุปโภคบริโภคเหล่านี้ในระหว่างที่ยังอยู่ในพื้นที่ของญี่ปุ่นอย่างเด็ดขาด หากคุณเผลอเปิดถุงหรือแกะกล่องออกมากินหรือใช้ก่อนที่จะเดินทางออกนอกประเทศ เจ้าหน้าที่จะถือว่าคุณทำผิดเงื่อนไข และคุณอาจจะต้องโดนเรียกเก็บภาษีบริโภคคืนในตอนที่กำลังจะผ่านด่านขาออก ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยและไม่ให้เสียเงินฟรี แนะนำให้เก็บของฝากเหล่านี้ลงกระเป๋าไปยาว ๆ ปิดซิปให้สนิทจนกว่าจะเดินทางถึงไทย จะได้ไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับการเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม อ่านรายละเอียดข้อกำหนดจากทางการได้ที่ ข้อกำหนดสำหรับนักท่องเที่ยวระบบปัจจุบัน

จัดของใส่กระเป๋าสัมภาระและขั้นตอนตรวจเช็คที่สนามบิน

ถ้าคุณมีสิ่งของที่แพลนเอาไว้ว่าจะต้องโหลดไว้ใต้ท้องเครื่องบิน ให้คุณจัดการทำขั้นตอนศุลกากรให้เสร็จเรียบร้อยก่อนที่จะเอาสัมภาระไปฝากโหลดที่เคาน์เตอร์เสมอ เพราะเจ้าหน้าที่อาจจะเรียกขอตรวจดูสิ่งของข้างในถุงซีลของคุณว่ายังอยู่ในสภาพสมบูรณ์และมีของอยู่ครบตามบิลหรือไม่ การเดินไปขออนุมัติไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่จะลากกระเป๋าไปเข้าแถวเช็คอิน จะช่วยลดโอกาสเกิดปัญหาที่คุณอาจจะต้องโดนรื้อกระเป๋ากลางทางให้วุ่นวาย เสียเวลา และอาจทำให้กระเป๋าใบโปรดของคุณต้องบอบช้ำก่อนเดินทางกลับ

อ่านต่อ: ของฝากญี่ปุ่นกับศุลกากรไทย ขนมของฝากผ่านง่ายแต่ของแบรนด์ต้องระวัง

กฎใหม่เปลี่ยนเป็น Tax Refund ขั้นตอนจ่ายก่อนแล้วรับเงินคืน

สำหรับการซื้อสินค้าตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2026 เป็นต้นไป ทางญี่ปุ่นจะเปลี่ยนรูปแบบไปใช้ระบบ Tax Refund แทน นั่นคือผู้ซื้อจะต้องจ่ายเงินค่าสินค้ารวมกับภาษีแบบเต็มจำนวนไปก่อนที่หน้าเคาน์เตอร์ร้านค้า แล้วจากนั้นค่อยนำเอกสารไปทำเรื่องขอรับเงินภาษีคืนทีหลัง หลังจากที่ผ่านขั้นตอนศุลกากรเพื่อยืนยันว่าคุณกำลังจะนำของชิ้นนั้นเดินทางออกจากญี่ปุ่นแล้ว โดยเกณฑ์ยอดขั้นต่ำจะยังคงอยู่ที่ 5,000 เยนต่อร้านต่อวัน (ไม่รวมภาษี) และผู้ซื้อจะต้องเป็นคนหิ้วของชิ้นนั้นออกจากประเทศไปด้วยตัวเอง ซึ่งระบบนี้จะทำให้เรามีสภาพคล่องในการแพ็กกระเป๋ามากขึ้นในแง่ของบรรจุภัณฑ์

สมาชิกกรุ๊ปบริษัทจัดของ Tax-Free ให้หยิบตรวจได้ก่อนโหลดกระเป๋าที่สนามบินญี่ปุ่น
สมาชิกกรุ๊ปบริษัทจัดของ Tax-Free ให้หยิบตรวจได้ก่อนโหลดกระเป๋าที่สนามบินญี่ปุ่น

สแกนข้อมูลศุลกากรที่เครื่องเทอร์มินอลก่อนโหลดสัมภาระ

ในระบบ Refund Method แบบใหม่นี้ คุณจะต้องไปดำเนินการทำขั้นตอนศุลกากรให้เสร็จสิ้นภายใน 90 วันนับจากวันถัดจากวันที่ระบุในใบเสร็จซื้อสินค้า โดยคุณจะต้องนำพาสปอร์ตไปสแกนกับเครื่องเทอร์มินอล หรือที่เรียกว่าตู้ Kiosk ซึ่งจะตั้งอยู่ตามท่าอากาศยานและท่าเรือต่าง ๆ ให้เรียบร้อยก่อนที่คุณจะทำการโหลดสัมภาระ แต่ถ้าใครเดินทางออกจากสนามบินหลักที่มีผู้โดยสารหนาแน่นอย่างนาริตะ ฮาเนดะ คันไซ ชูบุ ฟุกุโอกะ ชินชิโตเสะ และนาฮะ คุณก็จะมีตัวเลือกเพิ่มเข้ามาให้ทำขั้นตอนผ่าน Visit Japan Web ในพื้นที่ที่มี Wi-Fi เฉพาะ ก่อนที่จะผ่านจุดตรวจรักษาความปลอดภัยได้ด้วย ซึ่งจะช่วยให้คุณประหยัดเวลาต่อคิวหน้าตู้ได้อย่างมาก ตรวจสอบรายละเอียดของระบบใหม่ได้ที่ คู่มือนักท่องเที่ยวในระบบ Tax Refund

เกณฑ์ใหม่กับการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่ไม่ต้องใช้ถุงซีลพิเศษ

ข้อดีของการเปลี่ยนมาใช้เกณฑ์ใหม่นี้คือ เราจะไม่พบเพดานจำกัดยอดซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคแบบระบบเดิมอีกต่อไป และทางการยังได้ยกเลิกการบังคับใช้ถุงซีลแพ็กเกจแบบพิเศษที่เคยกินพื้นที่ในกระเป๋าเดินทางของเราด้วย ทำให้การจัดเรียงของฝากในกระเป๋าทำได้ง่ายขึ้นเยอะ แต่จุดที่ทุกคนยังคงต้องระมัดระวังเหมือนเดิมก็คือ ถ้าคุณเอาพวกขนมของฝากหรือเครื่องสำอางที่เพิ่งซื้อมาใหม่ไปเปิดใช้กินระหว่างที่ยังเที่ยวอยู่ในญี่ปุ่น สินค้าชิ้นนั้นก็จะไม่สามารถผ่านขั้นตอนศุลกากรได้ และคุณก็จะอดได้เงินคืนสำหรับของชิ้นนั้นไปโดยปริยาย

อ่านต่อ: ระบบ Tax-Free ญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยน ถุงซีลจะหายไปและทีมช้อปกระทบยังไง

พาทีมช้อปปิ้งที่ญี่ปุ่น จัดการเวลาและใบเสร็จให้ทุกคนได้เงินคืนครบ

ถ้าทริปไหนคุณต้องเดินทางไปพร้อมกับทีมช้อปปิ้งกรุ๊ปใหญ่หลังเดือนพฤศจิกายน 2026 ลองเตือนทุกคนในทีมให้เผื่อเวลาเดินทางไปถึงสนามบินให้มากกว่าทริปปกติ เพราะถ้าทุกคนเผื่อเวลาไว้ทำขั้นตอนศุลกากรไม่ทัน หรือต้องเบรกการตรวจกลางคันเพราะคนต่อคิวเยอะจนเสี่ยงจะตกเครื่อง ทางสายการบินและศุลกากรจะไม่มีการชดเชยความเสียหายใด ๆ ให้กับผู้โดยสารทั้งสิ้น อีกเรื่องที่พลาดไม่ได้เลยคือ ระบบใหม่นี้จะทำการตรวจเช็คโดยยึดตามบันทึกการซื้อหรือหน้าใบเสร็จเป็นหลัก ถ้าสินค้าในใบเสร็จเดียวกันขาดหายไปจากกระเป๋าแม้แต่ชิ้นเดียว ใบเสร็จนั้นก็จะไม่ผ่านการยืนยันทั้งหมด จึงควรแนะนำให้ทุกคนในทีมแยกใบเสร็จและจัดกระเป๋าตามสินค้าจริงที่แต่ละคนเป็นคนรับผิดชอบไปเลยตั้งแต่ต้น เพื่อป้องกันความสับสนและให้กระบวนการที่สนามบินเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด และอย่าลืมว่ากระบวนการคืนเงินนั้นจะดำเนินการผ่านทางร้านค้า Tax-Free หรือผู้ให้บริการคืนเงินที่ร้านนั้น ๆ มอบหมายหน้าที่มา ไม่ใช่เป็นการคืนเงินจากหน่วยงานรัฐบาลโดยตรง หากเกิดปัญหาอะไรจะต้องติดต่อกับร้านค้าเป็นหลัก หากคุณกำลังมองหา BENS เข้ามาเป็นผู้ช่วยประสานงานทริปสำหรับทีมขนาดใหญ่ หรือต้องการผู้เชี่ยวชาญช่วยจัดการรายละเอียดต่าง ๆ ในญี่ปุ่นให้เป็นเรื่องง่ายและราบรื่นที่สุด สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โปรแกรมทัวร์ของ BENS

คำถามที่พบบ่อย

ญี่ปุ่นจะเริ่มระบบ Tax-Free ในปี 2568 หรือไม่?

ญี่ปุ่นยังคงใช้ระบบ Tax-Free ในปัจจุบันไปจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2026 และจะเปลี่ยนเป็นระบบ Tax Refund โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2026 เป็นต้นไป

ญี่ปุ่นได้ tax refund กี่%

อัตราภาษีบริโภคของญี่ปุ่นมีทั้งแบบมาตรฐาน 10% และแบบลดหย่อน 8% ยอดเงินที่จะได้คืนจึงขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและผู้ให้บริการที่ร้านค้านั้น ๆ มอบหมาย

ญี่ปุ่นจะยกเลิก Tax-Free หรือไม่?

ญี่ปุ่นไม่ได้ยกเลิกการให้สิทธิ์ปลอดภาษี แต่จะเปลี่ยนวิธีการจากการงดเก็บภาษีที่หน้าร้าน (Tax-Free) เป็นการให้จ่ายเต็มจำนวนไปก่อน แล้วขอรับเงินคืนภายหลังที่สนามบิน (Tax Refund) เริ่มใช้ 1 พฤศจิกายน 2026

ฉันจะขอคืนภาษีในญี่ปุ่นในปี 2026 ได้อย่างไร?

หากซื้อสินค้าตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2026 เป็นต้นไป ต้องนำพาสปอร์ตไปสแกนที่ตู้ Kiosk หรือเครื่องเทอร์มินอลศุลกากรที่สนามบิน หรือทำผ่าน Visit Japan Web ในพื้นที่ที่กำหนด ก่อนที่จะโหลดสัมภาระ

ซื้อของฝากรวมกันอย่างไรให้ได้ทำ Tax-Free?

แนะนำให้รวบรวมใบเสร็จการซื้อจากร้านเดียวกันในวันเดียวกันให้ได้อย่างน้อย 5,000 เยน (ไม่รวมภาษี) และควรให้ทีมช้อปแยกกระเป๋าและใบเสร็จตามของตัวเองเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการตรวจ

สนใจจัดทริป?

ปรึกษาทีมงานฟรี

สอบถาม / จองแพ็คเกจ
Line: lin.ee/G7k4PEB
LINE QR

สแกน QR หรือคลิกปุ่มด้านล่าง

โทรสอบถามได้ที่
065-459-5565