Incentive Japan
ภาพปกบทความงบทริปบริษัทญี่ปุ่นต่อหัวสำหรับ HR ไทย

งบทริปบริษัทญี่ปุ่นต่อหัวเท่าไหร่? แยกตามระดับงบ

4 สิงหาคม 2569 3 นาทีอ่านคู่มือจัดทริปองค์กร

สรุปสั้น ๆ: ถ้าบริษัทไทยจะจัดทริปญี่ปุ่น 4 วัน 3 คืน อย่าเริ่มจากการถาม “ต่อหัวเท่าไหร่” แบบตัวเลขเดียว แต่ให้แบ่งเป็น 3 กรอบก่อน คือกรอบคุมงบ, กรอบสมดุล และกรอบพรีเมียม. งบจะขยับเร็วเมื่อเปลี่ยนช่วงเดินทาง, ระดับโรงแรม, จำนวนวันใช้รถ, มื้อพิเศษ, gala dinner หรือ route ที่ย้ายฐานมากกว่าหนึ่งเมือง. ตัวเลขที่ใช้คุยกับผู้บริหารจึงควรเป็น target budget และ ceiling budget ไม่ใช่ราคาเหมาจ่ายที่ล็อกตั้งแต่ยังไม่มี brief

ตัวแปรที่ทำให้งบเปลี่ยนเร็วที่สุดมี 5 เรื่อง คือช่วงเดินทาง, เมืองหลัก, ระดับโรงแรม, รูปแบบการเดินทางในญี่ปุ่น และมื้อหรือกิจกรรมที่องค์กรอยากใช้เป็นช่วงไฮไลต์. ถ้ายังไม่ได้เลือกโปรแกรม ลองเทียบคู่กับ Tokyo-Fuji Corporate 5D3N, โปรแกรมญี่ปุ่นแบบออกแบบเฉพาะองค์กร, บริการจองตั๋วและโรงแรมญี่ปุ่น และ หน้ารวมบทความ ไปพร้อมกัน จะเห็นว่าคำว่า “งบต่อหัว” เปลี่ยนตามขอบเขตงานมากกว่าตามจำนวนวันเพียงอย่างเดียว

งบทริปบริษัทญี่ปุ่นต่อหัวควรตั้งต้นที่เท่าไร?

ตัวเลขตั้งต้นที่ตรวจย้อนกับโปรแกรมที่เปิดขายจริงได้ในตอนนี้คือ เริ่มต้น 82,000 บาทต่อท่าน รวมตั๋วเครื่องบิน สำหรับกรุ๊ปขั้นต่ำ 10 ท่าน

โปรแกรมที่ขายอยู่จริงงบต่อหัว (รวมตั๋วเครื่องบิน)
โปรแกรม 5 วัน82,000-95,000 บาท
โปรแกรม 6 วัน110,000 บาท

จากฐานนี้ งบตั้งต้นที่ใช้งานได้จริงควรคิดเป็น 3 ระดับก่อน คือกรอบคุมงบ, กรอบสมดุล และกรอบพรีเมียม. วิธีนี้ช่วยให้ผู้บริหารเห็นภาพเร็วกว่าเริ่มจากคำว่าอยากไปโตเกียวหรือโอซาก้าแล้วค่อยย้อนมาถามว่าพอไหม

ระดับงบวิธีตั้งกรอบต่อหัวเหมาะกับใครสิ่งที่มักรวม
คุมงบแต่ยังดูเป็นทริปองค์กรตั้ง ceiling ชัดและคุมเมืองเดียวกรุ๊ป 25-40 คน, อยู่เมืองเดียว, โรงแรม 3-4 ดาวตั๋วเครื่องบิน economy, โรงแรม, รถรับส่งหลัก, อาหารตามโปรแกรม, หัวหน้าทัวร์
สมดุล ใช้งานง่ายเผื่อ buffer สำหรับ flight time และบริการหน้างานกรุ๊ปผู้จัดการถึงผู้บริหาร, ต้องการมื้อพิเศษและ flow นิ่งตั๋วเครื่องบิน timing ดีขึ้น, โรงแรม 4 ดาวดี, private coach มากขึ้น
พรีเมียม / reward tripตั้งงบจากประสบการณ์หลักก่อนค่อย optimize รายการรองtop sales, dealer trip, executive incentiveโรงแรมระดับสูง, welcome/farewell dinner ชัด, กิจกรรมหรือ venue ที่ยกระดับประสบการณ์

กรอบนี้ไม่ใช่ราคาเสนอขาย แต่เป็นเครื่องมือให้ HR คุยกับผู้บริหารและ supplier ได้เร็วขึ้น. ถ้าต้องการราคาจริง ต้องล็อกช่วงเดินทาง จำนวนคน rooming list ระดับโรงแรม เมืองหลัก และจำนวนวันใช้รถก่อน เพราะแค่เปลี่ยนจากช่วงปกติเป็นซากุระ หรือเปลี่ยนจากเมืองเดียวเป็นสองฐาน งบก็เปลี่ยนทันที

ทำไมกรอบคุมงบยังทำได้ถ้า scope ชัด

ทำได้เมื่อกรุ๊ปยอมรับเงื่อนไข 3 อย่างพร้อมกัน คือบินช่วงไม่พีก, อยู่เมืองเดียวทั้งทริป และคุมโรงแรมให้อยู่ระดับที่เดินทางสะดวกแต่ไม่ใช่ย่านแพงที่สุด. กรอบนี้เหมาะกับบริษัทที่อยากให้คนไปถึงญี่ปุ่นอย่างเรียบร้อยมากกว่าต้องการภาพ “ทริปรางวัล” เต็มรูปแบบ

ทำไมงบมักขยับเข้าสู่กรอบสมดุลเร็ว

เพราะทันทีที่ต้องการ flight time ที่ดีขึ้น, ห้องพักขนาดสบายขึ้น, หรือรถรับส่งที่ไม่ต้องคอยลากกระเป๋าหลายช่วง ต้นทุนจะเพิ่มแบบเป็นชั้น ไม่ได้เพิ่มทีละน้อย. สำหรับกรุ๊ปองค์กร นี่มักเป็นช่วงงบที่ balance ระหว่างประสบการณ์กับการคุมงานหน้างานได้ง่ายที่สุด

เมื่อไรที่ควรตั้งกรอบพรีเมียมตั้งแต่แรก

ควรตั้งกรอบพรีเมียมทันทีถ้าทริปอยู่ในช่วงซากุระ, ใบไม้แดง, หรือมีคืนกาล่าดินเนอร์ใน venue ที่ตั้งใจให้เป็นไฮไลต์. หน้า Why Incentives in Japan และ JNTO Sample Itineraries ชี้ชัดว่าญี่ปุ่นขายเรื่องประสบการณ์เฉพาะทางและบริการละเอียดมาก ซึ่งดีต่อทริปรางวัล แต่ต้นทุนก็ไม่ควรถูกตีกรอบแบบทริปทั่วไป

คอลลาจบรรยากาศทริปองค์กรญี่ปุ่นในหลายระดับงบ ตั้งแต่กรุ๊ปเมืองเดียวจนถึงทริปรางวัลระดับพรีเมียม
คอลลาจบรรยากาศทริปองค์กรญี่ปุ่นในหลายระดับงบ ตั้งแต่กรุ๊ปเมืองเดียวจนถึงทริปรางวัลระดับพรีเมียม

งบต่อหัวก้อนใหญ่ไปอยู่ที่อะไรบ้าง?

ถ้าต้องคุมงบให้แม่น ให้ดู 4 หมวดใหญ่ก่อนเสมอ คือค่าตั๋วเครื่องบิน, ค่าที่พัก, ค่าเดินทางภายในญี่ปุ่น, และค่าอาหารหรือกิจกรรมพิเศษ. สี่หมวดนี้กินสัดส่วนงบเกือบทั้งหมด ส่วนค่าอื่นอย่างประกัน, ทิป, หรือค่าเอกสารเป็นตัวแปรรองที่ยังต้องเผื่อ แต่ไม่ใช่ตัวดันหลัก

หมวดค่าใช้จ่ายสัดส่วนโดยประมาณจุดที่ทำให้งบแกว่ง
ตั๋วเครื่องบิน30-40%สายการบิน, เวลาออกเดินทาง, ฤดูกาล, น้ำหนักกระเป๋า
โรงแรม25-35%เมือง, star rating, ย่าน, ช่วงพีก
เดินทางภายในญี่ปุ่น10-20%private coach, airport transfer, shinkansen, ย้ายฐาน
อาหาร + กิจกรรม + งานเลี้ยง15-25%จำนวนมื้อพิเศษ, venue, gala dinner, team building
เผื่อเบ็ดเตล็ด5-10%ประกัน, ค่าห้องประชุม, ค่าธรรมเนียม, เงินสำรองหน้างาน

ตั๋วเครื่องบินเป็นตัวล็อกงบก้อนแรก

ถ้าบินเข้าญี่ปุ่นด้วย full-service airline ราคามักขึ้นเร็วเมื่อเข้าใกล้วันเดินทางหรือชนช่วงพีก. ดังนั้นถ้าจะยื่นงบให้ผู้บริหารเร็ว ควรเผื่อ flight budget เป็นช่วง ไม่ใช่ล็อกตัวเลขเดียว และควรแยกเงื่อนไขเรื่องเวลาไฟลต์ น้ำหนักกระเป๋า และการเปลี่ยนชื่อผู้เดินทางออกมาให้เห็นตั้งแต่ต้น

โรงแรมเป็นตัวดันงบก้อนที่สองและมักถูกประเมินต่ำไป

โตเกียวมักกดงบยากกว่าโอซาก้าเมื่อเลือกย่านธุรกิจหรือโรงแรมที่เดินทางสะดวก เพราะ demand ของทั้งธุรกิจและ leisure สูงพร้อมกัน. แปลเป็นภาษางานคือ ถ้าบริษัทต้องการคุมงบ แต่ยังอยากได้ภาพรวมดูดี โอซาก้าหรือคันไซมักทำงบได้ง่ายกว่าโตเกียว โดยเฉพาะทริปที่ไม่มีประชุมใหญ่ในเมืองหลวง

การเดินทางในประเทศแพงขึ้นทันทีเมื่อเปลี่ยนจากอยู่เมืองเดียวเป็นสองฐาน

ถ้าทริปอยู่โตเกียวอย่างเดียวหรือโอซาก้าอย่างเดียว งบรถรับส่งจะคุมง่ายกว่า. แต่ถ้าต้องมีชินคันเซ็นหรือย้ายฐาน ค่าเดินทางจะขยับทั้งในส่วนค่าตั๋ว เวลารวมตัว และการจัดการกระเป๋า. สำหรับกรุ๊ปองค์กร หลายกรณีรถโค้ชหรือรถรับส่งส่วนตัวในเมืองเดียวจึงคุมต้นทุนและคุมเวลาได้ดีกว่าการออกแบบให้ผู้ร่วมทริปแยกเดินทางเองหลายช่วง

เมืองไหนทำให้งบต่างกันมากที่สุด?

ถ้าถามแบบใช้งานจริง โตเกียว, โอซาก้า-คันไซ, และฮอกไกโดให้ “บุคลิกงบ” ต่างกันชัด. เมืองไม่ได้ต่างกันแค่ค่าห้อง แต่ต่างกันทั้งลอจิสติกส์และจำนวนช่วงไฮไลต์ที่บริษัทมักอยากใส่เพิ่ม

เมือง/ภูมิภาคระดับงบโดยรวมเหมาะกับอะไรจุดที่ต้องเผื่อ
โตเกียว-โยโกฮาม่าสูงสุดในกลุ่มเมืองหลักทริปแรก, มีประชุม, ผู้บริหารหลายท่านโรงแรมและมื้อพิเศษแพง, ย่านดีเต็มเร็ว
โอซาก้า-เกียวโตกลางถึงสูงdealer trip, partner trip, อยากได้วัฒนธรรมชัดถ้าแวะหลายเมืองในวันเดียว คนจะเหนื่อย
ฮอกไกโดกลางถึงพรีเมียมreward trip, winter theme, ธรรมชาติflight และโลจิสติกส์เฉพาะทางมากขึ้น

โตเกียวเหมาะเมื่ออยากคุมงานให้นิ่งมากกว่าคุมตัวเลขให้ต่ำสุด

โตเกียวมี venue, hotel inventory และทางเลือก meeting support มาก จึงเหมาะกับกรุ๊ปที่ต้องคุม flow ของงาน. หน้า Japan. Meetings & Events: Tokyo ระบุว่าโตเกียวมี convention facilities และ guest rooms จำนวนมากที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งช่วยเรื่อง availability แต่ไม่แปลว่าราคาจะเบา

โอซาก้าช่วยให้ทำงบสมดุลง่ายกว่า

ถ้าบริษัทอยากได้ญี่ปุ่นที่ยังดูพรีเมียม แต่ไม่อยากให้ค่าที่พักพุ่งเท่าโตเกียว โอซาก้าเป็นตัวเลือกที่ใช้งานง่ายกว่า. จุดแข็งคืออยู่เมืองเดียวแล้วแทรกเกียวโตหรือโกเบเป็น day trip ได้ โดยไม่ต้องแบกต้นทุนโรงแรมระดับโตเกียวทุกคืน

ฮอกไกโดเหมาะกับงบที่ตั้งใจใช้เพื่อประสบการณ์

ฮอกไกโดไม่จำเป็นต้องแพงทุกครั้ง แต่ถ้าเป็นทริปหิมะหรือรีสอร์ต งบมักกระโดดเพราะทั้งเที่ยวบิน, การเดินทางต่อ, และอุปกรณ์หรือกิจกรรมหน้างาน. ถ้าจะใช้เส้นนี้ ควรตั้งงบจากเป้าหมายประสบการณ์ก่อน แล้วค่อยหาวิธีคุมส่วนอื่น ไม่ควรเริ่มจากงบต่ำสุดแล้วคาดหวังภาพทริปรางวัลเต็มรูปแบบ

บรรยากาศกรุ๊ปองค์กรไทยในย่านธุรกิจญี่ปุ่นที่สะท้อนการเลือกเมืองซึ่งมีผลต่องบต่อหัว
บรรยากาศกรุ๊ปองค์กรไทยในย่านธุรกิจญี่ปุ่นที่สะท้อนการเลือกเมืองซึ่งมีผลต่องบต่อหัว

ช่วงไหนของปีที่ทำให้งบกระโดดเร็วที่สุด?

ช่วงที่งบพุ่งเร็วที่สุดคือซากุระ, Golden Week, ใบไม้แดง และปลายปี. ต่อให้จำนวนวันเท่าเดิม งบต่อหัวก็อาจต่างกันหลักหมื่นได้เพราะราคาห้อง, ราคาตั๋ว และ availability ถูกดึงขึ้นพร้อมกัน

ช่วงเดินทางผลต่องบคำแนะนำสำหรับ HR
ปลายมี.ค.-เม.ย.สูงไปได้ถ้าซากุระคือเป้าหมายหลัก และควรล็อกวันเร็ว
29 เม.ย.-6 พ.ค. 2026สูงมากควรเลี่ยงถ้าบริษัทต้องคุมงบหรือคุมห้องพัก
ต.ค.-พ.ย.สูงเหมาะกับทริปรางวัล แต่ต้องจองล่วงหน้า
พ.ค.-ต้นมิ.ย.กลางเป็นช่วงใช้งานง่าย ถ้าไม่ได้ตั้งใจล่าฤดู

Golden Week และ Silver Week ควรถือเป็นช่วงพิเศษ ไม่ใช่ช่วงเดินทางปกติ

ข้อมูลจาก Cabinet Office Japan ระบุวันหยุดปี 2026 ชัดเจน เช่น Golden Week วันที่ 29 เมษายน และ 3-6 พฤษภาคม รวมถึง Silver Week วันที่ 21-23 กันยายน. สำหรับงานวางงบ นี่หมายถึง HR ควรตั้ง rule ง่าย ๆ ว่า ถ้าไม่ได้มีเหตุผลเชิงธุรกิจหรือรางวัลที่ต้องไปช่วงนั้น ให้ตัดออกก่อน

ซากุระและใบไม้แดงควรขายเป็น seasonal premium

ถ้าผู้บริหารต้องการภาพจำชัด การไปช่วงฤดูเด่นก็คุ้มได้ แต่ต้องสื่อสารตรงไปตรงมาว่านี่คือ seasonal premium ไม่ใช่ทริปมาตรฐานราคาเท่าเดิม. หน้า JNTO Cherry Blossom Forecast ช่วยให้ล็อกเมืองกับช่วงเวลาได้แม่นขึ้น และลดความเสี่ยงการจ่ายแพงแต่ไม่เจอภาพที่ต้องการ

ถ้าต้องยื่นงบให้ผู้บริหาร ควรรวมอะไรและไม่ควรลืมอะไร?

เวลาทำงบเสนอผู้บริหาร ควรแยก “รายการรวมในแพ็กเกจ” ออกจาก “ค่าเผื่อหน้างาน” ให้ชัด. ถ้าไม่แยกตั้งแต่ต้น ตัวเลขต่อหัวจะดูสวยในกระดาษ แต่มีโอกาสบานปลายตอนทำจริง

รายการที่ควรรวมไว้ในงบตั้งต้น

  • ตั๋วเครื่องบินไป-กลับพร้อมเงื่อนไขสัมภาระ
  • โรงแรมตามระดับที่องค์กรยอมรับได้
  • รถรับส่งสนามบินและรถใช้งานตามโปรแกรม
  • อาหารตามโปรแกรมและมื้อไฮไลต์ที่จำเป็น
  • ประกันเดินทางและค่าดูแลกรุ๊ป
  • ภาษีท้องถิ่นหรือค่าบริการที่โรงแรมเก็บเพิ่ม หากผู้ให้บริการระบุไว้

รายการที่มักถูกลืมแล้วทำให้งบบาน

  • ค่าใช้จ่ายจากไฟลต์เวลาสวยหรือโหลดกระเป๋าเพิ่ม
  • ค่า room upgrade สำหรับผู้บริหารหรือ speaker
  • ค่าห้องประชุม, AV, หรือ backdrop สำหรับช่วงงานจริง
  • ค่ามื้อที่เปลี่ยนจาก set menu เป็น private dinner
  • contingency สำหรับสภาพอากาศ, รถติด, หรือการเปลี่ยนเวลานัด

เช็กลิสต์ก่อนส่งขอราคา:

  • จำนวนผู้เดินทางขั้นต่ำและสูงสุด
  • เมืองหลัก 1 ตัวเลือก และเมืองสำรอง 1 ตัวเลือก
  • ระดับโรงแรมที่รับได้จริง
  • ช่วงเดือนเดินทางและช่วงที่เลี่ยงไม่ได้
  • ต้องมีหรือไม่ต้องมีประชุม, gala dinner, team activity
  • งบต่อหัวที่อยากคุม และงบสูงสุดที่ยังอนุมัติได้

ถ้าอยากให้ได้งบดีขึ้นโดยไม่ทำให้ทริปดูบาง ควรปรับตรงไหนก่อน?

หลักคิดที่คุ้มที่สุดคืออย่าลดทุกอย่างพร้อมกัน แต่เลือกตัดสิ่งที่ผู้ร่วมทริปไม่รู้สึกเสียประสบการณ์มาก. ส่วนใหญ่การคุมงบที่เนียนที่สุดมาจากการเลือกช่วงเดินทาง, เมือง, และโครง route มากกว่าการตัดมื้อหรือกดระดับงานเลี้ยงลงแบบเห็นชัด

เลือกเมืองเดียวทั้งทริปก่อน

การอยู่เมืองเดียวช่วยลดทั้งค่าเดินทางและเวลาหล่นระหว่างวัน. สำหรับ 4 วัน 3 คืน ถ้าต้องมีประชุมหรือมีผู้บริหารร่วมเดินทาง โครงเมืองเดียวมักให้ความรู้สึกลื่นกว่าและคุมงบได้ง่ายกว่าอย่างชัดเจน

ใช้โอซาก้าหรือคันไซเป็นฐานเมื่ออยากบาลานซ์งบกับภาพลักษณ์

ถ้าไม่ได้ติดว่าต้องเป็นโตเกียว บริษัทจำนวนมากจะทำงบสบายขึ้นเมื่อใช้โอซาก้าเป็นฐานแล้วเติมเกียวโตบางช่วง. วิธีนี้ยังได้ญี่ปุ่นที่มีเรื่องราวชัด แต่ไม่ต้องจ่ายค่าห้องระดับเมืองหลวงทุกคืน

ตัดการย้ายโรงแรมก่อนตัดประสบการณ์หลัก

ถ้าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง การลดการย้ายฐานมักคุ้มกว่าการตัดมื้อไฮไลต์หรือกิจกรรมที่เป็นเหตุผลของทริป. ผู้ร่วมทริปจดจำ dinner ดี ๆ หรือประสบการณ์เฉพาะทางได้มากกว่าการนอนคนละโรงแรมสองแห่งในทริปสั้น

ภาพการดูแลกรุ๊ปองค์กรที่สนามบินญี่ปุ่นและรถรับส่ง ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญต่อการคุมงบทริป
ภาพการดูแลกรุ๊ปองค์กรที่สนามบินญี่ปุ่นและรถรับส่ง ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญต่อการคุมงบทริป

ควรเริ่มคุยกับเอเจนซีจากตัวเลขไหนก่อน?

ถ้ายังไม่มีราคาจริงจาก supplier ควรเริ่มคุยด้วย “target budget” และ “ceiling budget” พร้อมกัน เช่น กรอบที่อยากคุมกับกรอบสูงสุดที่ยังอนุมัติได้ถ้าได้ประสบการณ์ที่ชัดเจนขึ้น. การให้ตัวเลขสองชั้นแบบนี้ทำให้เอเจนซีออกแบบทางเลือกได้เร็ว และลดรอบแก้ไข

อีกวิธีที่ช่วยมากคือแนบ priority ว่าอะไรห้ามตัด เช่น เวลาไฟลต์, ระดับโรงแรม, gala dinner หรือกิจกรรมสำหรับ top performers. จากนั้นค่อยเปิด โปรแกรมญี่ปุ่นแบบออกแบบเฉพาะองค์กร, บริการรถโค้ชส่วนตัว, บริการ gala dinner ญี่ปุ่น และ หน้าติดต่อ เพื่อขอราคาใน 2-3 ระดับงบที่เทียบกันได้จริง

แหล่งอ้างอิง

  1. Japan. Meetings & Events: Why Incentives in Japan
  2. Japan. Meetings & Events: Sample Itineraries
  3. Japan. Meetings & Events: Tokyo
  4. Cabinet Office Japan: National Holidays 2026
  5. JNTO: Cherry Blossom Forecast

คำถามที่พบบ่อย

ทริปญี่ปุ่น 4 วัน 3 คืน ควรตั้งงบต่อหัวขั้นต่ำเท่าไร?

ถ้าเป็นกรุ๊ปองค์กรจากไทยและต้องการรูปแบบที่ใช้งานได้จริง ควรเริ่มจาก target budget และ ceiling budget ก่อน โดยสมมติเมืองเดียว ระดับโรงแรมที่รับได้ และช่วงเดินทางที่ไม่พีก แล้วค่อยให้ supplier เทียบ 2-3 ทางเลือก

ทำไมงบญี่ปุ่นของบางบริษัทต่างกันหลักหมื่นทั้งที่จำนวนวันเท่ากัน?

เพราะงบถูกขับด้วยช่วงเดินทาง เมืองหลัก ระดับโรงแรม และการย้ายฐานมากกว่าจำนวนวันล้วน ๆ แค่เปลี่ยนจากช่วงปกติเป็นซากุระ หรือจากโอซาก้าเป็นโตเกียว 5 ดาว งบก็ขยับได้ทันที

ถ้าอยากคุมงบ ควรเลือกโตเกียวหรือโอซาก้า?

ถ้าดูจากค่าโรงแรมเฉลี่ยและความยืดหยุ่นของ route โอซาก้ามักคุมงบง่ายกว่าโตเกียว แต่ถ้าทริปมีประชุมหรือผู้บริหารหลายท่าน โตเกียวอาจคุม flow งานได้ดีกว่าแม้งบสูงขึ้น

งบต่อหัวควรรวม JR Pass หรือไม่?

ไม่จำเป็นทุกทริป ควรใส่เมื่อ route ใช้เดินทางข้ามเมืองจริง เพราะบางกรณีอยู่เมืองเดียวและใช้ private coach หรือ transfer เฉพาะจุดจะคุ้มกว่า

สนใจจัดทริป?

ปรึกษาทีมงานฟรี

สอบถาม / จองแพ็คเกจ
Line: @bens
LINE QR

สแกน QR หรือคลิกปุ่มด้านล่าง

โทรสอบถามได้ที่
065-459-5565